มานั่งคิดดูว่า เรากินข้าวแช่เป็นกันตั้งแต่อายุเท่าไหร่ …

… นึกไม่ออกจริงๆ จำไม่ได้ รู้แต่ว่าเหมือนกินข้าวแช่เป็นมาตั้งแต่เกิด

ทุกปีพอถึงหน้าร้อนทุกวันอาทิตย์ตอนเที่ยง เราจะหอบกันทั้งครอบครัวไปทานข้าวแช่ตำรับคุณชวด (คุณหญิง ม.ล.จิตรจุลเพชรดา สกุลเดิม กุญชร) ที่บ้านคุณย่าตั้งโต๊ะยาวมีสำรับข้าวแช่ทานกันอย่างเอร็ดอร่อย อาทิ กะปิ หอมแดงยัดไส้ปลาช่อน ปลาสลิดหวาน พริกหยวกยัดไส้หมูสับ และหัวไชโป๋วผัดไข่ เป็นต้น พร้อมด้วยเครื่องแนมมะม่วงและกระชายที่แกะสลัก ตบท้ายด้วยของหวานสุดโปรด กล้วยนำ้หว้าเชื่อมที่แสนอร่อย ยิ่งไหม้ยิ่งแย่งกัน

สำรับข้าวแช่นั้น ต้องใช้เวลาเตรียมการอยู่หลายวัน ตั้งแต่การคัดเลือกหาวัตถุดิบในการทำ ไม่ว่าจะเป็นกะปิเก่าชั้นดีหอมไม่เค็มจัดจนเกินไป ปลาดุกอุยเนื้อแน่น ปลาช่อนปลาสลิดที่แห้งได้ที่ หอมแดงไทยทรงกลมพอเหมาะ พืชผักสมุนไพรและที่ขาดไม่ได้กระเทียมไทยแท้ๆ ส่วนวิธีการทำนั้นต้องใช้เวลาในการปรุงด้วยความประณีตพิถีพิถันทั้งรสชาติและรูปลักษณ์ อย่างเป็นที่รู้กันว่าอาหารไทยเรานั้น เมื่อทานแล้วต้องเจริญลิ้น เจริญตา จึงจะเจริญใจ ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในหัวใจของวัฒนธรรมการกินของไทย

สาวๆหนุ่มๆ‘ในบ้าน’เราชอบทานข้าวแช่กันทุกคน พออากาศเริ่มร้อนยังไม่ถึงเดือนเมษายนดี เราทั้งหลายก็ร้องเรียกหาข้าวแช่คลายร้อนกันแล้ว แต่ก่อนทุกวันอาทิตย์ที่บ้านคุณย่า เพิ่มกลางสัปดาห์ที่บ้านคุณพ่อ พอมาตอนนี้เราทำกันเอง เลยมีทานกันทุกวันช่วงอากาศร้อนชื่นใจดีจริงเอย